10 เคล็ดลับทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านให้เสี่ยงน้อยที่สุด

สำหรับเจ้าของบ้านแล้ว การก่อสร้างบ้านเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเรียนรู้ ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้าง และการมองหาผู้รับเหมาที่ไว้ใจ โดยเฉพาะเรื่องผู้รับเหมาที่ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญ บ้านจะเสร็จตรงตามเป้าหมายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับเหมาทั้งสิ้น ดังนั้นการทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างจึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เจ้าของบ้านไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงานกลางคันหรือเสร็จไม่ตรงตามเวลา งานยืดเยื้อจนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ก็ลองมาดู 10 เคล็ดลับทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านให้เสี่ยงน้อยที่สุด คือ
1.ระบุเรื่องเวลาในสัญญาก่อสร้างให้ชัดเจน
เรื่องสำคัญเรื่องแรกในสัญญาก่อสร้าง คือ การระบุเรื่องระยะเวลาในการก่อสร้างที่ชัดเจน โดยให้เริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ลงเสาเข็มหรือจะนับตั้งแต่การลงเสาเข็มเสร็จทุกต้น ทั้งนี้การระบุระยะเวลาสร้างแล้วเสร็จนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบ้านและผู้รับเหมาตกลงกันอย่างไร แล้วนำมาระบุในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างให้ชัดเจนที่สุด เมื่อเกิดปัญหาจะได้นำข้อความที่ระบุในสัญญามาเป็นหลักฐานได้
2.ระบุเรื่องราคาที่เหมาะสม
ราคาของการก่อสร้าง, ราคาวัสดุต่างๆ และราคาการจ้างผู้รับเหมาจะต้องถูกระบุไว้ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทั้งหมด นอกจากนี้ต้องระบุให้ชัดเจนในเรื่องภาษี พร้อมระบุถึงยอดเงินที่ต้องจ่ายเงินเป็นก้อนก่อนการเริ่มงานที่ 5-15% ด้วย แล้วอย่าลืมระบุเรื่องงวดงานที่ถูกแบ่งออกอย่างสมดุลที่ 8-12 งวดงาน
3.เอกสารแนบท้ายสัญญาต้องมี
เอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่ควรมี คือ BOQ หรือบัญชีแสดงรายการของวัสดุ, แสดงปริมาณ และราคากลางที่ครบถ้วน พร้อมแนบแบบบ้านทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม รวมไปถึงแบบโครงสร้างต่างๆ และเอกสารส่วนตัวของผู้รับเหมาหรือบริษัทรับสร้างบ้านด้วยเช่นกัน
4.การเปลี่ยนแปลงต้องระบุไว้ชัดเจน
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบหรือเพิ่มเติมส่วนต่างๆ ภายในบ้านโดยเจ้าของบ้าน ต้องมีการนำสัญญามาเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจนด้วยเช่นกัน ควรต้องระบุถึงการเปลี่ยนแปลงให้ครบถ้วน ห้ามขาดแม้แต่น้อยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการขออนุญาตและปัญหากับตัวผู้รับเหมาในอนาคต
5.ระบุเรื่องค่าปรับในสัญญาก่อสร้าง
เมื่อผู้รับเหมาเกิดผิดสัญญาที่ทำไว้หรือทำงานล่าช้าเกินเวลา ย่อมต้องมีเรื่องของค่าปรับที่ถูกระบุเปอร์เซ็นต์ในการหักที่ชัดเจนเช่นกัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีค่าปรับอยู่ในช่วง 0.01-0.05% หรือประมาณ 600-2,000 บาท และค่าปรับนี้จะต้องคิดเป็นรายวัน แต่ไม่ควรเกินไปมากกว่านี้เพราะอาจจะกลายเป็นการเอาเปรียบผู้รับเหมาได้
6.ระบุขั้นตอนการตรวจรับงานให้ละเอียด
ภายในสัญญาควรระบุเรื่องการตรวจรับงานให้ละเอียดที่สุด ตรงจุดนี้ถ้าคิดว่าในสัญญาจะละเอียดไม่พอ ลองปรึกษาผู้ที่มีความชำนาญด้านงานก่อสร้างว่าควรระบุรายละเอียดของงวดงานอย่างไร การระบุในสัญญาเรื่องงวดงานที่นิยมทำกันมักแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบตรวจด้วยการไม่อ้างอิงตามงวดงาน เป็นการตรวจตามนัดเจ้าของบ้านและสามารถตรวจได้ไม่จำกัดเวลา เจ้าของบ้านสั่งแก้ไขหรือระงับงานได้ทันทีเมื่อตรวจพบความผิดปกติ กับการตรวจแบบอ้างอิงกับงวดงานที่ระบุไว้ในสัญญา มีเวลาจำกัดตามที่ตกลงกันไว้ คือ ไม่เกิน 5-10 วัน เมื่อเจ้าของบ้านตรวจสอบแล้วพึงพอใจก็จ่ายเงินได้ทันที แต่ถ้าไม่พอใจก็ส่งกลับให้แก้ไข แต่ถ้าผู้รับเหมามีปัญหาก็สามารถสั่งหยุดหรือระงับงานโดยไม่จ่ายค่างวดนั้นๆ ได้เลย
7.ระบุเรื่องการจ่ายเงินล่าช้าเพิ่มไปด้วย
เมื่อคุณระบุเรื่องการทำงานล่าช้าแล้วต้องมีค่าปรับ ทางเจ้าของบ้านเองก็ต้องมีการระบุเรื่องการจ่ายเงินล่าช้าด้วยเช่นกัน เพื่อทำให้ทั้งคุณและตัวผู้รับเหมาได้รับความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ตัวผู้รับเหมารู้สึกว่าเจ้าของบ้านจะไม่เล่นแง่มากจนเกินไป ถือว่าเป็นการทำให้สบายใจและทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น โดยส่วนนี้ต้องมีการระบุที่ชัดเจนว่าถ้าเจ้าของบ้านจ่ายเงินล่าช้าภายในกี่วันก็จะโดนปรับดอกเบี้ยผิดนัดที่ 15% และผู้รับเหมาเองก็สามารถขอหยุดงานได้ทันทีแบบไม่มีความผิด
8.ระบุระยะเวลาประกันงาน
ระยะเวลาในการประกันบ้านจำเป็นต้องระบุด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านส่วนของงานประกันต่างๆ ทางบริษัทเหล่านี้จะมีการระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นการจ้างผู้รับเหมาก็อาจจะต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรและควรตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนทำสัญญา เพื่อป้องกันเรื่องงานเสร็จแล้วอยู่อาศัยไปได้ไม่นานเท่าไหร่บ้านเกิดเสียหาย เพราะผู้รับเหมาลักไก่เลือกใช้วัสดุไม่มีคุณภาพหรือมีการสร้างที่ผิดหลักวิศวกรรม เป็นต้น โดยแบ่งการประกันออกเป็น 2 แบบ คือ 1-2 ปีหลังจากการตรวจรับงาน ผู้รับเหมาต้องรับผิดชอบในส่วนของความเสียหายตัวบ้านกับจุดบกพร่องที่เกิดจากการก่อสร้าง และประกันโครงสร้างบ้านที่ 5-10 ปี
9.ระบุขอบเขตความรับผิดชอบผู้รับเหมาให้ชัดเจน
ขอบเขตความรับผิดชอบของผู้รับเหมาเมื่องานเสร็จแล้ว คือ ความเสียหายของเพื่อนบ้านหรือทางสาธารณะต่างๆ, ทรัพย์สินของผู้รับเหมาเสียหายจากการทำงาน รวมไปถึงคนงานภายในไซต์งานได้รับบาดเจ็บในขณะก่อสร้าง ตรงส่วนนี้ต้องมีการระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าต้องเป็นความรับผิดชอบของใคร เพื่อที่เจ้าของบ้านจะได้ไม่รับภาระหนักจนเกินไป
10.ระบุสิทธิในการเลิกจ้าง
ถ้าผู้รับเหมาเกิดสร้างปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นหรือทำผิดสัญญาในช่วงที่กำลังก่อสร้าง สิทธิในการเลิกจ้างที่ระบุในสัญญาจะเป็นหลักฐานยืนยันว่าทางผู้จ้างสามารถยกเลิกงานและการจ้างทั้งหมดได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเสียหายใดๆ ให้กับตัวผู้รับเหมาทั้งสิ้น แต่ต้องมีการระบุกำหนดเวลาไว้ที่ 30 วัน เพื่อให้เป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย
สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างงานจะเป็นธรรมได้ ทั้งเจ้าของบ้านและผู้รับเหมาต้องตกลงกันให้ชัดเจน แล้วเขียนลงในสัญญาเป็นขั้นตอนและมีรายละเอียดที่ครบถ้วน เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจที่มีต่อกันทั้ง 2 ฝ่าย เท่านี้ก็จะป้องกันปัญหาเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงานและเจ้าของบ้านก็สบายใจมากขึ้นแน่นอน

หากคุณมองหาคนสร้างบ้านตามฝันให้คุณ
ทิ้งข้อมูลไว้แล้ว 3BS จะติดต่อกลับไปเพื่อทำให้ฝันคุณเป็นจริง
Facebook Comment

Related Posts:

“Bungalow” หรือ “บังกะโล” คืออะไร?

มั่นใจว่าหลายคนเข้าใจผิดมาทั้งชีวิตว่า “Bungalow” หรือ “บังกะโล” คือบ้านพักตากอากาศตามชายทะเล แท้จริงคำว่า Bungalow นี้ยังหมายถึงบ้านที่มีลักษณะชั้นเดียวในเมืองได้อีกด้วย

เลือกกระเบื้องอย่างไรให้ตอบโจทย์ชีวิต

               กระเบื้องปูพื้นเป็นหนึ่งในวัสดุสำคัญที่จะทำให้พื้นบ้านมีความสวยงาม ดูแลรักษาง่าย และช่วยทำให้บ้านเย็นสบายขึ้น แต่ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้กระเบื้องปูพื้นที่เคยมีเพียงไม่กี่ประเภทถูกพัฒนาให้มีอีกหลากหลายประเภทมาให้เลือกใช้มากขึ้น จุดนี้เองทำให้เจ้าของบ้านต้องเลือกกระเบื้องให้เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อให้ได้บ้านสวยที่สามารถตอบโจทย์ตัวเองได้มากที่สุด

เรื่องของแอร์กับห้องนอน

  ห้องนอนยุคนี้ถ้าไม่ติดตั้งแอร์ก็อาจทำให้การนอนหลับไม่ค่อยสบายมากนัก เพราะบ้านรุ่นใหม่มักจะถูกสร้างมาเพื่อให้ติดตั้งแอร์ภายในโดยเฉพาะ รวมไปถึงห้องคอนโดด้วยเช่นกัน ดังนั้นการติดตั้งแอร์ในห้องนอนจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยห้องนอนหรือเพียงแค่ต้องการจุดติดตั้งเพื่อถูกต้อง ก็ถือว่าให้ประโยชน์ทั้งนั้น
error: